จิ้งจอกสยาม จึงตกอยู่ในภาวะวิกฤต

December 30, 2016 9:11 am Published by Leave your thoughts

สวัสดีชาว… สำหรับบทความนี้เราจะมาพูดถึงสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกที่ชาวไทยทุกคนต่างภูมิใจและได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมา(2015-2016) นั้นคือ เลสเตอร์ ซิตี้ หรือ จิ้งจอกสีน้ำเงิน ที่เราชาวไทยรู้จักกันในนาม จิ้งจอกสยาม

อย่างที่เราทราบกันดีว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ ไนเจล เพียร์สัน ได้ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมและสามารถคว้าแชมป์เดอะแชมป์เปียนส์ชิพในฤดูกาล 2013-2014 จนได้ก้าวขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2014-2015

ในฤดูกาลนี้เขาอาจจะทำผลงานได้ไม่ดีนักแต่ก็สามารถหนีตกชั้นได้ในที่สุดจบฤดูกาลทำได้เพียงอยู่อันดับที่ 14 และนั้นก็ทำให้ ไนเจล เพียร์สัน หลุดจากเก้าอี้ผู้จัดการทีม

และในฤดูกาล 2015-2016 โดยการนำทีมของผู้จัดการคนใหม่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ พวกเขากลับมาโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมอีกครั้ง จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ทิ่ยิ่งใหญ่ขึ้นโดยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ พร้อมกับได้ตั๋วเข้าชิงถ้วยยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีก

แต่อย่างไรก็ตามการที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไม่ได้รับประกันว่าพวกเขาจะคงฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมได้ตลอดไป เลสเตอร์ ซิตี้ กำลังตกอยู่ในสถานะการณ์ที่ย่ำแย่ในขณะนี้จากการแข่งขันทั้งหมด 15 เกม มีเพียง 16 แต้ม แบ่งเป็น ชนะ 4 เสมอ 4 และแพ้ถึง 7 ครั้ง ซึ่งวันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า เหตุใด? จิ้งจอกสยาม จึงตกอยู่ในภาวะวิกฤต

Leicester City manager

แชมป์เปียนส์ลีก

การที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกทำให้ จิ้งจอกสยาม ได้เข้าต่อสู้ศึกกับถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกของสโมสร พวกเขาถูกจับมาอยู่กลุ่มจี ร่วมกับ เอฟซี ปอร์โต้, เอฟซี โคเปนเฮเกน และ คลับ บรูช ซึ่งถือว่าไม่ง่ายดายนักสำหรับสโมสรที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการสู้ศึกเพื่อให้เข้าสู่รอบต่อไป

ทำให้หลายๆคนคิดว่า จิ้งจอกสยาม คงไปไม่ถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่พวกเขาพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาทำได้อย่างไม่น่าเชื่อโดยการจบรอบแบ่งกลุ่มเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มจีโดยมีสถิติ ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 1

จึงคาดการณ์ได้ว่า เคลาดิโอ รานิเอรี่ เทใจให้กับถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก มากเกินไปทำให้ผลงานในพรีเมียร์ลีกของเขาค่อนข้างวิกฤษอยู่ในขณะนี้

คีย์แมนของทีม

ในฤดูกาลที่ผ่านมา จิ้งจอกสยาม ได้มีนักเตะผู้เป็นกำลังหลักในแดนกลาง ด้วยสถิติลงเล่นทั้งหมด 37 นัด เข้าปะทะถึง 175 ครั้ง และสกัดบอลได้ 156 ครั้ง เป็นสถิติที่มากที่สุดในฤดูกาล นั่นก็คือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้

แต่ในฤดูกาลนี้ ก็องเต้ ถูกปล่อยตัวให้กับ เชลซี และนักเตะที่ได้รับโอกาสมาทำหน้าที่แทนอย่าง แดเนี่ยล อมาร์ตีย์ ก็ดูจะทำได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

 

แดเนี่ยล อมาร์ตีย์ นักเตะทีมชาติกาน่า เข้ามาทำหน้าที่แทนกองกลางตัวรับคนก่อนอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ฟอร์มการเล่นของ อมาร์ตีย์ ในขณะนี้ยังไม่พอสำหรับมาตรฐานที่ ก็องเต้ เคยสร้างไว้ รวมถึง อมาร์ตีย์ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นของเขาให้เข้ากับทีมมากยิ่งขึ้น


ยกตัวอย่างการป้องกันของทั้งสองคน เมื่อบอลผ่านมายังแดนของเลสเตอร์ทางริมเส้น ก็องเต้ เลือกที่จะเข้าช่วยประกบผู้เล่นที่มีบอลหรือการดับเบิลทีมและพร้อมที่จะตัดบอลเมื่อมีโอกาส แต่สำหรับ อมาตีย์ จะเน้นการรักษาพื้นที่ตรงกลางเมื่อบอลผ่านทางริมเส้น เขาจะถอยร่นมารักษาบริเวณกรอบหน้าประตูแทนการเข้าประกบผู้เล่นที่มีบอล ทำให้การตัดบอลอย่างรวดเร็วตามสไตล์เลสเตอร์จากฤดูกาลที่แล้วไม่เกิดขึ้น และส่งผลถึงการเสียประตูอีกด้วย

ไม่ใช่ทีมน้องใหม่ในพรีเมียร์ลีก

ด้วยสไตล์การเล่นสวนกลับของ เลสเตอร์ ซิตี้ เปลี่ยนจากรับเป็นรุกอย่างรวดเร็ว โดยการเน้นเกมรับและมีแดนกลางที่คอยตัดเกมอย่าง ก็องเต้ การถ่ายบอลที่แม่นยำจาก แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ ไปสู่แดนหน้า วาร์ดี้ และ โอกาซากิ ที่คอยรับบอลและมุ่งสู่การพังตาข่าย พร้อมกำลังเสริมจาก มาเรซ, อัลไบร์ทตัน และผู้เล่นทุกคนในทีม ทำให้พวกเขาได้รับชัยชนะจากฤดูกาลที่ผ่านมา

แต่ในฤดูกาลนี้ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปการเล่นไม่ราบรื่นเหมือนก่อนอะไรก็ดูติดขัดไปหมด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคู่แข่งสามารถจับทางการเล่นของพวกเขาได้

ฟอร์มการเล่น

ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของแนวรุกจากฤดูกาลก่อนของตัวหลักภายในทีมอย่าง ริยาด มาห์เรซ จากการที่เขาเล่นได้โดดเด่นด้วยสถิติแอสซิสต์ 11 ครั้ง ยิงไป 17 ประตูและเป็นผู้ที่คอยป่วนกองหลังคู่แข่งในฤดูกาลที่แล้ว เป็นเหตุให้ฤดูกาลนี้เขาถูกจับตามองเป็นพิเศษจากทีมคู่แข่ง ทุกครั้งที่บอลอยู่กับเขาจะมีนักเตะจากฝ่ายตรงข้ามรุมเข้าประกบพร้อมกันอย่างน้อย 2 คน เพื่อให้เขาไปกับบอลได้ยากขึ้น ในฤดูกาลนี้ มาห์เรซ จึงไม่สามารถสร้างสรรค์เกมได้อย่างที่ใจเขาต้องการ

และ เจมี่ วาร์ดี้ ที่ทำประตูไป 24 ประตู แถมยังทำประตูติดต่อกันถึง 11 เกมในลีก รวมทั้งแอสซิสต์ไปอีก 6 ครั้ง ที่กล่าวมานั้นคือสถิติของฤดูกาลก่อนแต่ในฤดูกาลนี้ เมื่อคู่หูที่คอยช่วยพาบอลมาให้ วาร์ดี้ อย่าง มาห์เรซ โดนเบรกความร้อนแรงไว้ ทำให้ วาร์ดี้ เองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากเช่นเดียวกัน

รวมถึงนักเตะรายอื่นในทีม เช่น แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์, มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เวส มอร์แกน, แคสเปอร์ ชไมเคิล ฯลฯ ที่ในฤดูกาลนี้พวกเขาพร้อมใจกันฟอร์มตก ทำให้ช่วยทีมเก็บชัยชนะไม่ได้อย่างฤดูกาลที่แล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะพวกเขาได้รับรางวัลจนพวกเขาพอใจโดยการต่อสัญญาและเพิ่มค่าเหนื่อยมากขึ้นจากการได้แชมป์พรีเมียร์ลีก จึงทำให้แรงจูงใจลดน้อยลง

การเปลี่ยนแปลงนักเตะ

เคลาดิโอ รานิเอรี่ ได้เปลี่ยนแปลงผู้เล่น 11 ตัวจริงเพียง 33 ครั้ง ซึ่งนั้นเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งของเขาทั้งหมดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา

แต่สำหรับฤดูกาลนี้ รานิเอรี่ เปลี่ยนตัวจริงเป็นว่าเล่น เนื่องด้วยการที่ต้องจัดการนักเตะให้พร้อมกับการเล่นยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก และอาการบาดเจ็บของนักเตะในทีม ส่งผลให้ทีมเวิร์คของนักเตะและรูปแบบการเล่นของทีม ไม่เป็นที่น่าพอใจในขณะนี้

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก :

https://www.premierleague.com

http://www.bbc.com/sport/football

http://www.mirror.co.uk/

http://www.espnfc.com/

Categorised in: